ก.คลังสรุปแล้ว ‘ยิ่งลักษณ์’ ต้องจ่าย 3.5 หมื่นล้านบาท ค่าเสียหายจำนำข้าว

ก.คลังสรุปแล้ว ‘ยิ่งลักษณ์’ ต้องจ่าย 3.5 หมื่นล้านบาท ค่าเสียหายจำนำข้าว

Posted: 24 Sep 2016 01:54 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

อธิบดีกรมบัญชีกลางเผยผลพิจารณาคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่งกรณีเรียกร้องค่าเสียหายจำนำข้าว ระบุ ‘ยิ่งลักษณ์’ ต้องชดเชย 3.5 หมื่นล้านบาท คิดจากค่าเสียหาย 2 โครงการจำนำข้าว ฤดูกาลผลิตข้าวนาปี 2555/2556 และ 2556/2557 วงเงินความเสียหายรวม 1.78 แสนล้านบาท ใแต่นฐานะผู้บังคับบัญชาต้องรับผิดชอบค่าเสียหายในสัดส่วน 20% ที่เหลือ 80% ผู้ทำให้เกิดความเสียหายรองลงมาต้องรับผิดชอบตามสัดส่วน
24 ก.ย. 2559 เว็บไซต์ข่าวสด รายงานว่านายมนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลาง ในฐานะประธานคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่ง เปิดเผยว่า ส่งข้อสรุปเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายจำนำข้าวในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ไปยัง น.ส.สุทธิรัตน์ รัตนโชติ รองปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะกำกับดูแลกรมบัญชีกลางแล้ว กระบวนการหลังจากนี้จะส่งหนังสือแจ้งไปยังหน่วยงานที่เสียหายจำนำข้าว คือ สำนักนายรัฐมนตรี ในฐานะต้นสังกัดของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และส่งไปยังกระทรวงการคลัง เพื่อให้ลงนามคำสั่งทางปกครองให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ รับผิดชอบค่าเสียหาย
นายมนัสกล่าวว่า ในส่วนค่าเสียหายที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ต้องชดเชยให้รัฐอยู่ที่ 3.5 หมื่นล้านบาท เป็นการคิดจากค่าเสียหายใน 2 โครงการจำนำข้าวคือโครงการรับจำนำในฤดูกาลผลิตข้าวนาปี 2555/2556 และฤดูกาลผลิตข้าวนาปี 2556/2557 วงเงินความเสียหายรวม 1.78 แสนล้านบาท น.ส.ยิ่งลักษณ์ในฐานะผู้บังคับบัญชาต้องรับผิดชอบค่าเสียหายในสัดส่วน 20% ที่เหลือ 80% ผู้ทำให้เกิดความเสียหายรองลงมาต้องรับผิดชอบตามสัดส่วน
นายมนัสกล่าวว่า ข้อสรุปครั้งนี้เรียกร้องค่าเสียหายจากน.ส.ยิ่งลักษณ์เพียงคนเดียว เนื่องจากคณะกรรมการฯ ชุดนี้พิจารณาความผิดตามข้อสรุปของคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดที่มีนายจิรชัย มูลทองโร่ย เป็นประธานส่งเรื่องมา และเป็นไปตามที่ป.ป.ช.ชี้มูลน.ส.ยิ่งลักษณ์ อย่างไรก็ตามคณะรรมการชุดนายจิรชัยสรุปความเสียหายจำนำข้าวรัฐบาลยิ่งลักษณ์ไว้ที่ 2.8 แสนล้านบาท โดยเป็นการคิดความเสียหายใน 4 ฤดูกาลตั้งแต่ปี 2554-2557 ซึ่งคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่งได้นำสำนวนดังกล่าวมาพิจารณา ประชุมถึงเรื่องนี้ถึง 13 ครั้ง สรุปว่าควรคิดค่าเสียหายเพียง 2 ฤดูการผลิตหลัง
“แม้ว่าจะเกิดความเสียหายในฤดูกาลผลิตข้าวนาปี 2554/2555 และข้าวนาปรัง 2555 วงเงิน 1.15 แสนล้านบาท แต่พบว่าข้อมูลที่หน่วยงานตรวจสอบต่างๆส่งมาให้น.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นเพียงข้อเสนอแนะที่ให้ระวังเกี่ยวกับการดำเนินโครงการรับจำนำว่ามีความเสี่ยงขาดทุน และให้มีการตรวจสอบป้องกันและแก้ไข ซึ่งรัฐบาลยิ่งลักษณ์ได้มีการส่งข้อเสนอแนะจากหน่วยงานต่างๆ อาทิ ป.ป.ช. สตง. ไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับจำนำข้าวแล้ว ซึ่งเท่าที่ดูในข้อเท็จจริงพบว่ายังไม่มีหลักฐานเพียงพอจะรับฟังได้ว่าได้ทราบอย่างแน่ชัดถึงความเสียหายที่เกิดขึ้น จึงถือว่าไม่ได้จงใจละเมิดหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงในการทำโครงการรับจำนำใน 2 ฤดูกาลแรก”นายมนัสกล่าว
นายมนัสกล่าวต่อว่า มีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการดำเนินนโยบายกับการดำเนินการในฐานะผู้บังคับบัญชา ถ้าพูดกันในเชิงนโยบายนั้นไม่ถือว่าเป็นการละเมิด นโยบายไม่ใช่การกระทำจึงไม่ใช่การละเมิด แต่สิ่งที่คณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่งพิจารณาคือน.ส.ยิ่งลักษณ์ ในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุดของรัฐบาลในขณะนั้น จงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงในการไม่ระงับยับยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นในโครงการรับจำนำข้าว หลังจากที่ทราบอย่างชัดเจนว่าเกิดความเสียหายขึ้นแล้ว ก็ไม่ได้สั่งชลอหรือทบทวนโครงการ
นายมนัส กล่าวว่า ส่วนความเสียหาย 80% ที่เหลือ คณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่งเสนอแนะไปว่า หน่วยงานที่เกิดความเสียหายต้องมีการสืบสวนและต้องเรียกความเสียหายดังกล่าว โดยมีระยะเวลาเรียกค่าเสียหายภายใน 10 ปีนับจากเกิดความเสียหาย ส่วนกรณีน.ส.ยิ่งลักษณ์นั้น หากไม่เห็นด้วยกับการเรียกร้องค่าเสียหายตรงนี้ สามารถฟ้องศาลปกครอง เพื่อเพิกถอนคำสั่งทางปกครอง หลังจากที่ได้รับคำสั่งทางปกครองแล้วได้ แต่ถ้าไม่คัดค้านจะเข้าสู่กระบวนการยึดทรัพย์เพื่อชดใช้ความเสียหาย เชื่อว่าน.ส.ยิงลักษณ์ต้องฟ้องคัดค้านแน่ ไม่ได้กังวล เพราะถือเป็นการทำตามหน้าที่ ไม่ได้ไปกลั่นแกล้งใคร และยืนยันว่าการเมืองไม่ได้แทรกแซงการพิจารณาครั้งนี้

เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

‘ยิ่งลักษณ์’ ซัด 2 ปีรัฐประหารเสรีภาพประชาชนถูกลิดรอน

‘ยิ่งลักษณ์’ ซัด 2 ปีรัฐประหารเสรีภาพประชาชนถูกลิดรอน

Posted: 22 May 2016 12:35 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

‘ยิ่งลักษณ์’ โพสต์เฟสบุ๊กชี้ครบรอบ 2 ปีรัฐประหารสิทธิและเสรีภาพของประชาชนถูกลิดรอนแนะเร่งแก้ปัญหาปากท้อง อดีต รมว.พลังงาน ซัด 2 ปีรัฐประหารชาติเสื่อมถอยทุกด้าน เศรษฐกิจเติบโตต่ำสุดในอาเซียน

22 พ.ค. 2559 นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์เฟสบุ๊กส่วนตัว Yingluck Shinawatra เนื่องในโอกาสครบรอบ 2 ปี การทำรัฐประหารของ คสช. โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
วันนี้เป็นวันครบรอบ 2 ปีรัฐประหาร ที่รัฐบาลดิฉันถูกยึดอำนาจไป
แต่แท้จริงแล้ว อำนาจ สิทธิและเสรีภาพคือของประชาชนต่างหากที่ถูกลิดรอน โดยใช้เหตุผลว่า รัฐบาลของดิฉันทำงานไม่ได้ จึงเข้ามายึดอำนาจ เพื่อให้เกิดความสามัคคีปรองดอง สร้างความชอบธรรมให้กับทุกฝ่ายและเพื่อต้องการปฏิรูปประเทศ
ดิฉันก็คงได้แต่หวังว่า คสช. คงจะไม่ลืมสัญญา และขอฝากคำถามว่า ความสามัคคีปรองดอง สร้างความชอบธรรมให้กับทุกฝ่าย ได้เกิดขึ้นในทิศทางที่ถูกต้องหรือเปล่า รวมทั้ง เร่งรัดในการปฏิรูปไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ตามโรดแมปที่ได้สัญญาไว้
เพราะวันนี้ประชาชนกำลังจะเผชิญกับความยากลำบาก จากปัญหาปากท้อง ความยากจน รวมถึงปัญหา สังคม ยาเสพติดที่กำลังเพิ่มมากขึ้นทุกวัน
จึงอยากให้เร่งคืนความสุข ที่เป็นการคืนอำนาจ สิทธิ อิสรภาพ และ เสรีภาพ รวมทั้งการแก้ไขความขัดแย้งแทนการคืนความสุขบนความอึดอัดด้วยการกดไว้เพราะจะเป็นการแก้ไขปัญหาที่แท้จริงที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่มากกว่า เพื่อให้ประชาชนนั้นได้มีโอกาสเลือกหนทางชีวิต ด้วยตัวของเขาเอง นั่นคือหนทางออกที่ดีที่สุด
ก็จะทำให้สองปีที่ผ่านมานั้น… เป็นสองปีที่ไม่สูญเปล่า
ซึ่งดิฉันอยากจะคิด และหวังให้เป็นอย่างนั้นค่ะ
อดีต รมว.พลังงาน ซัด 2 ปีรัฐประหารชาติเสื่อมถอยทุกด้าน เศรษฐกิจเติบโตต่ำสุดในอาเซียน
ASTV ผู้จัดการออนไลน์ รายงานว่านายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน กล่าวถึงวาระครบรอบ 2 ปีการรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อวันที่ 22 พ.ค.57 ว่า ผ่านมา 2 ปีประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศรู้สึกได้ว่าประเทศเสื่อมถอยในทุกด้านอย่างชัดเจน โดยเฉพาะทางด้านเศรษฐกิจที่ประเทศไทยเติบโตต่ำสุดในอาเซียนติดต่อกันทั้ง 2 ปีหลังการรัฐประหารปี 2557 ที่เติบโตเพียง 0.7% และ 2.8% ในปี 2558 แม้การขยายตัวในไตรมาสแรกของปี 2559 จะโต 3.2% ก็ถือว่ายังต่ำมาก เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน แถมยังมองได้ว่าเป็นการเติบโตแบบไม่ยั่งยืน ได้อานิสงส์จากการท่องเที่ยว การใช้จ่ายภาครัฐกว่าแสนล้าน และการส่งออกทองคำ การส่งคืนยุทโธปกรณ์มาช่วยเท่านั้น ส่วนการส่งออกที่แท้จริงยังติดลบ และการลงทุนยังอยู่ในระดับที่ต่ำมาก เชื่อว่าในไตรมาสต่อๆ ไปก็ยังคงดูไม่ดีนัก และทั้งปีจะโตได้ไม่ถึง 3.7% ตามที่รัฐบาลตั้งเป้าหมายไว้อย่างแน่นอน
“ปัญหาหลักอยู่ที่ความเชื่อมั่นของต่างประเทศ ส่งผลทำให้การลงทุนจากต่างประเทศหายไปถึง 90% ในปี 2558 – 59 อาจจะโตขึ้นบ้าง แต่ก็ไม่มากนักเมื่อเทียบกับภาวะปกติ และการส่งออกทั้งปีนี้จะยังคงติดลบต่อเนื่อง ประชาชนยังลำบากกันอย่างมากเพราะมีรายได้ลดลงกันถ้วนหน้า” นายพิชัย กล่าว
นายพิชัย กล่าวต่อว่า ความเชื่อมั่นของต่างประเทศยิ่งน่าเป็นห่วงเมื่อไทยถูกตำหนิในเรื่องปัญหาสิทธิมนุษยชนอย่างหนักในช่วงหนักทั้งจากสหประชาชาติ (ยูเอ็น) สหภาพยุโรป (อียู) รวมทั้งสหรัฐอเมริกา อีกทั้งยังทำให้ประชาชนส่วนใหญ่สับสน เพราะไม่เข้าใจว่าในขณะที่รัฐบาลและ คสช.เรียกร้องให้ประชาชนเคารพกฏหมายที่รัฐบาลและ คสช. ร่างและกำหนดขึ้นมาเอง แต่รัฐบาลและคสช. กลับไม่ปฏิบัติตามกฏบัตรสหประชาชาติ และกติกาสากลที่ทั่วโลกยอมรับ ซึ่งทำให้ประเทศไทยมีปัญหาทางภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นในสายตาของชาวโลกมากขึ้น นอกจากนี้ปัญหาความแตกแยกของประชาชนที่เป็นโจทย์ใหญ่กลับยิ่งเพิ่มมากขึ้น ซึ่ง 2 ปีที่ผ่านมาปัญหาและความล้มเหลวยังมากมายขนาดนี้ หากยังคงดำเนินต่อไปความเดือดร้อนของประชาชนจะยิ่งเพิ่มขึ้น จึงอยากเรียกร้องให้นำประเทศกลับสู่ประชาธิปไตยอย่างแท้จริงโดยเร็ว

เมื่อลองใช้ทฤษฎีสื่อสาร Repetition มองสถานการณ์การเมืองช่วงนี้

สถานการณ์ที่น่าสนใจขณะนี้เกิดขึ้นสองสามเรื่องนั่นคือ นายกยิ่งลักษณ์ให้สัมภาษณ์ CNN เรียกร้องให้รัฐบาลเผด็จการทหารขยะเคารพการแสดงออกทางการเมืองของประชาชน รวมทั้งแสดงออกด้วยวิธีของเธอคือเชิญสื่อต่างชาติไปเยี่ยมบ้าน และสำนักข่าวต่างประเทศหลายแห่งแม้แต่ซินหัวสำนักข่าวทางการของจีนเองก็กระจายข่าวภาพอย่างกว้างขวาง จน คสช.ดิ้นพล่านขนาดต้องออกมาหาทางเล่นงานนักข่าวที่ไปร่วมงานด้วยการจะไม่ต่อวีซ่าให้หลายคน

แล้วต่อมาประธานาธิบดีโอบาม่าก็แถลงหลังร่วมประชุมกับผู้นำอาเซียน เรียกร้องให้ไทยกลับสู่การปกครองโดยรัฐบาลพลเรือนโดยเร็ว แต่สรรเสริญการเมืองของประเทศอาเซียนอื่น

2016-02-23_005928

ล่าสุดนายกทักษิณก็ให้สัมภาษณ์ Wall Street Journal แม้จะพูดว่าพร้อมเจรจา แต่ก็วิจารณ์รัฐธรรมนูญฉบับไอ้เฒ่าหน้าด้านกับลูกสมุนว่าคือการจัดฉากให้ไอ้พวกนี้สืบทอดอำนาจต่อไปอีก และบอกว่าระบอบเช่นนี้อยู่ได้ไม่นาน เพราะไม่เคารพประชาชน

ทั้งสองสามเรื่องนี้ เนื้อหาสอดประสานกันและออกมาอย่างต่อเนื่อง ที่น่าสนใจก็คือ โอบาม่า และนายก ฯ ทั้งสองท่านนั้นเก็บตัวไม่ออกสื่อต่างประเทศเรื่องการเมืองไทยมานาน โอบาม่า มีข่าวในทุกสื่อแน่นอน แต่สองนายก ฯ นั้นออกสื่อสำคัญที่ทรงอิทธิพลอย่างมากในกลุ่มเป้าหมายหลัก ทั้งด้านสาธารณชนคือ CNN และด้านเศรษฐกิจโลกคือ Wall Street Journal

ปรากฏการณ์ต่อเนื่องนี้ชี้ชัดว่า โลกตะวันตกเริ่มต้นชักธงรบกับเผด็จการทหารขยะ ซึ่งวันนี้อยู่ในสภาพสุนัขจนตรอก กลุ่มผู้อยู่เบื้องหลังก็อาการหนัก การแสดงออกเชิงรุกแบบนี้จึงเปิดฉากขึ้น

2016-02-23_005941

สลิ่มไทยมักจะบอกว่าไม่แคร์เพราะจีนรัสเซียช่วยแน่ แต่คนที่มองอะไรอย่างเป็นระบบจะมองออกว่าจีนนั้นแทงกั๊กเรื่องการเมืองไทยตลอด แม้จะมีท่าทีดีต่อทหารขยะที่พยายามชเลียร์จีน รวมถึงเจ้านายของพวกนี้ในฉากหน้า แต่ก็ยังคงใช้วิธีสามก๊กคงความสัมพันธ์กับฝ่ายคณทักษิณและคุณยิ่งลักษณ์อยู่ รู้กันวงในว่า เวลาคุยกันเรื่องใหญ่ ๆ เขาคุยกันที่เป่ยจิง เซียนกั่นหรือซั่งไห่ แต่ถ้าเยี่ยมเยียนกันก็สิงคโปร์ จีนแทงกั๊กไหมให้ดูเรื่องรถไฟเป็นตัวอย่าง จนป่านนี้ก็ยังไม่มีอะไรคืบหน้า เงื่อนไขก็ไม่ใช่แบบช่วยกันเลย พูดได้ว่าเรื่องรถไฟจีนเป็นแค่เรื่องหลอกสลิ่มเท่านั้น เผด็จการทหารขยะจะไปเอาเงินจากไหนมาร่วมลงทุน แค่หาเงินจ่ายงินเดือนลูกน้องทหารขยะทุกวันนี้ก็จะแย่อยู่แล้ว ผู้บริหารหน่วยงานหาเงินเข้ารัฐทั้งหลายเขารู้กันดี ยิ่งรัสเซียยิ่งไม่ต้องพูดถึง เข้ามาขอขายอาวุธหาเงินใช้เท่านั้น รูเบิ้ลตอนนี้แทบจะสามรูเบิ้ล/บาทแล้ว เอาปัญญาที่ไหนมาช่วยทหารขยะ

หลายท่านอาจเห็นต่าง แต่ควรลองดูสถานการณ์ และเตรียมตัวกันให้พร้อมเพื่อร่วมแรงร่วมใจผลักดันเมืองไทยให้พ้นจากทุรยุค

 

source :- http://goo.gl/hZuGRu

 

“วัฒนา” อัดอสส.งัดข้อมูลเท็จคดีข้าวฟ้องอาญา”ปู”

ซัดอสส.งัดข้อมูลเท็จคดีข้าวฟ้องอาญา”ปู”

“วัฒนา” ซัดอสส.นำความเท็จที่เกิดจากความผิดพลาดของจนท.รัฐ ฟ้องอาญา“ปู” คดีรับจำนำข้าว ทวงถามรัฐบาลรับผิดชอบอย่างไร“

„เมื่อวันที่ 12 ก.พ. นายวัฒนา เมืองสุข อดีตรมว.พาณิชย์ และแกนนำพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า รู้สึกงงเมื่อได้ยินนายจิรชัย มูลทองโร่ย ประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดจากโครงการรับจำนำข้าว ระบุว่าโครงการรับจำนำข้าวเป็นนโยบายที่ดี ไม่ผิด แต่วิธีการผิด ซึ่งเท่ากับรัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยอมรับว่าการดำเนินนโยบายรับจำนำข้าวของรัฐบาลของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ถูกต้องและเป็นไปตามมาตรา 84 (8) ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ส่วนที่บอกว่าผิดที่วิธีการนั้นคือเห็นว่ามีความผิดในส่วนการปฏิบัติให้เป็นไปตามนโยบายซึ่งน.ส.ยิ่งลักษณ์ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ(กขช.) แต่งตั้งให้คณะอนุกรรมการเป็นผู้รับผิดชอบ

ที่น่าเศร้าไปกว่านั้นคือประเด็นที่ประธานคณะกรรมการฯ เพิ่งบอกว่าเป็นนโยบายที่ดีนั้น ได้ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) นำไปยื่นขอถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ จนสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) มีมติให้ถอดถอนไปเรียบร้อยแล้ว แย่ยิ่งกว่าคืออัยการสูงสุด(อสส.) นำประเด็นที่บอกว่าเป็นประโยชน์กับชาวนานี้ ยื่นฟ้องน.ส.ยิ่งลักษณ์ต่อศาล โดยอ้างว่าเพื่อทำให้เกษตรกรเสียหาย ไม่เป็นการสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้แก่เกษตรกร แต่เป็นนโยบายประชานิยมที่นำไปสู่การทุจริตเชิงนโยบาย

“ผมขอประณามว่าคืออสส.นำเอาประเด็นข้าวจำนวน 390,000 ตันที่ปลัดกระทรวงพาณิชย์เพิ่งบอกว่าไม่ได้หายไปไหน แต่เป็นการลงบัญชีผิดพลาดนั้น ยื่นฟ้องน.ส.ยิ่งลักษณ์ โดยบรรยายฟ้องว่าความเสียหายในทางทรัพย์สินอื่น ได้แก่ การจัดเก็บรักษาข้าวตามโครงการเกิดการสูญหายหรือขาดบัญชี

สรุปคืออสส.นำความเท็จที่เกิดจากความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่รัฐ ไปฟ้องน.ส.ยิ่งลักษณ์ในคดีที่มีอัตราโทษจำคุกถึง 10 ปี และรัฐบาลกำลังจะเอาเรื่องนี้ไปเรียกร้องค่าเสียหายในทางแพ่งจากน.ส.ยิ่งลักษณ์อีก นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ต้องใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญ(ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ออกคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 39/2558 คุ้มครองการบริหารจัดการข้าวคงเหลือในการดูแลรักษาของรัฐและการดำเนินการต่อผู้รับผิด เพื่อคุ้มครองตัวเองและบริวาร ใส่ร้ายน.ส.ยิ่งลักษณ์

คำถามคือรัฐบาลนี้จะรับผิดชอบอย่างไรกับการนำเอาความเท็จไปฟ้องน.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นคดีอาญา”นายวัฒนา กล่าว.“

 

“ปู” ห่วงชาวสวนยาง-ชาวนา วอนรบ.เร่งช่วยเหลือ ลั่น สู้คดีเต็มที่-ไม่คิดหนี

“ปู”ลั่นสู้คดีเต็มที่-ไม่คิดหนี ฝากรบ.ดูแลพี่น้องชาวนา-ชาวสวนยาง พร้อมส่งกำลังใจให้เด็กๆ ในวันเด็ก

เมื่อวันที่8 มกราคม เวลา 17.30 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงแนวโน้มเศรษฐกิจปี 2559 นี้ว่า เป็นห่วงพี่น้องเกษตรกร โดยเฉพาะชาวนาและชาวสวนยาง ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำภายในประเทศและภาวะภัยแล้ง จึงขอฝากให้รัฐบาลดำเนินการช่วยเหลือเกษตรกรด้วย

เมื่อถามถึงกรณีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนัดสืบพยานโจทย์ปากแรกในวันที่15 มกราคมนี้ว่าส่วนตัวพร้อมต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ ซึ่งทีมทนายความก็ทำงานอย่างเต็มที่ โดยตลอดปี 2559 คงจะได้เห็นตนเดินทางไปขึ้นศาลด้วยตนเองทุกนัด ยกเว้นติดภารกิจ ส่วนการขออนุญาต คสช.เดินทางไปต่างประเทศในแต่ละครั้งยืนยันว่าไม่ได้เป็นการหนีคดี ซึ่งที่ผ่านมาเมื่อ คสช.ไม่อนุญาตตนก็พาลูกชายเดินทางไปเที่ยวต่างจังหวัดแทน สำหรับการต่อสู้คดีทางแพ่งนั้น ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคณะกรรมการ ซึ่งล่าสุดตนได้ยื่นขอสืบพยานเพิ่มเติมเนื่องจากคดีมีเนื้อหาพาดพิงหลายฝ่ายแต่ไม่ได้ยื่นไปถึง 4 ครั้งตามที่คณะกรรมการออกมาระบุ และยืนยันว่าไม่ใช่การยื้อเวลา เพียงแต่ต้องการให้คณะกรรมการได้รับข้อมูลอย่างเต็มที่ ก็ขอความเป็นธรรมตรงนี้ด้วย ส่วนกรณีที่คณะกรรมการให้ยื่นชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษรนั้น ตนเห็นว่าคงต้องตอบหลังจากที่เขาถาม เพราะหากยื่นไปก่อนอาจตอบได้ไม่ครอบคลุม เนื่องจากยังไม่เห็นประเด็นคำถาม

เมื่อถามว่า คดีละเมิดทางแพ่งจะส่งผลต่อคดีอาญาหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า ขณะนี้คดีความรับผิดทางละเมิดยังไม่จบ จึงไม่ทราบว่าเป็นอย่างไร แต่โดยหลักการแล้วเห็นว่า ควรให้การพิจารณาคดีอาญาเสร็จสิ้นก่อนจึงจะพิจารณาการเรียกรับผิดทางแพ่ง หวังว่าจะได้รับความเป็นธรรมเยี่ยงประชาชนคนหนึ่งที่ควรได้รับ

เมื่อถามว่า วันเด็กปีนี้อยากฝากอะไรถึงเด็กๆ น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า ยังกล่าวเนื่องในวันเด็กแห่งชาติว่า เด็กเป็นความหวังของพ่อแม่และประเทศไทย ขอให้เยาวชนเป็นกำลังสำคัญของพ่อแม่และประเทศ ขอให้ตั้งใจเรียน ตนเองขอให้กำลังใจทุกคน นอกจากนี้ปัจจุบันมีสื่อมากมาย โดยเฉพาะสื่อสังคมออนไลน์ ก็ขอให้เลือกรับรู้ข่าวสาร เพื่อเป็นประโยชน์ต่อตัวเอง

 

source :- http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1452253499

 

 

“ยิ่งลักษณ์”ลงพื้นที่ขอนแก่น ทหาร-ตร.นับร้อยควบคุม ยึดปฏิทิน-ห้ามขบวนรถแห่ทันที

“ยิ่งลักษณ์” ควงอดีต ส.ส.อีสานเดินสายทำบุญที่ขอนแก่น คสช.คุมเข้มทุกตารางนิ้ว หวั่นแฝงการเมือง ยึดปฏิทิน ห้ามขึ้นรถแห่ “ธนิก” จวกรัฐบาลบ้าอำนาจ เข้มงวดเกินไป

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 4 ม.ค. ที่บริเวณภายในตลาดสดเทศบาลเมืองบ้านไผ่ อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยอดีตรัฐมนตรี และ ส.ส.ในสังกัดของพรรคเพื่อไทย นำโดย นายเสริมศักดิ์  พงษ์พานิชย์,นายธนิก มาสีพิทักษ์,นายจักริน พัฒน์ดำรงจิตร และ ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิชย์  ลงพื้นที่พบปะประชาชนและทำบุญเนื่องในเทศกาลปีใหม่ประจำปี 2559 โดยร่วมรับประทานร่วมกับนักการเมืองท้องถิ่น ทั้ง สมาชิกสภา อบจ.และผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ร้านกาแฟสะอิ้งโอชา ก่อนที่จะเดินพบปะพ่อค้า-แม่ค้า ริมสองฟากฝั่งถนนและการพบปะพูดคุยกับชาวบ้านที่มาจ่ายตลาดอย่างเป็นกันเอง โดยอดีต ส.ส.ของพรรคเพื่อไทย ได้ร่วมแจกปฏิทินสวัสดีปีใหม่ 2559 ตามธรรมเนียมในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ให้กับประชาชนที่มายืนรอต้อนรับและรอถ่ายภาพกับอดีตนายกรัฐมนตรีกันเป็นจำนวนมาก

y_3413
ซึ่งการลงพื้นที่พบปะประชาชนในเขตเทศบาลเมืองบ้านไผ่ พ.ต.อ.พงศ์ฤทธิ์ คงศิริสมบัติ ผกก.สส.3บก.สส.ภ.4พร้อมด้วย พ.ต.อ.สิทธิชัย  ศรีโสภาเจริญรัตน์ ผกก.สภ.บ้านไผ่ และ พ.ท.พิทักษ์พล ชุศรี หัวหน้าชุดปฏิบัติการกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยพื้นที่ขอนแก่น ได้นำกำลังตำรวจ-ทหารและฝ่ายปกครอง รวมกว่า 100 นาย ประจำตามจุดต่างๆ และตรวจสอบพฤติกรรมและการดำเนินกิจกรรมที่ไม่ขัดคำสั่งของ คสช. โดยได้มีการยึดปฏิทินสวัสดีปีใหม่ที่มีรูปภาพของ นายทักษิณ  ชินวัตร และ น.ส.ยิ่งลักษณ์  ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่นำมาแจกจ่ายและมีลายเซ็นของอดีตนายกรัฐมนตรีได้รวมกว่า 10 ชุด

ขณะที่อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย ได้เตรียมรถแห่เพื่อนำอดีตนายกรัฐมนตรี ขึ้นรถแห่ไปโดยรอบเขตบ้านเพื่อสวัสดีปีใหม่ให้กับชาวชุมชนและมอบของขวัญ ได้ถูกเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงห้ามด้วยเช่นกัน ทำให้หลังสิ้นสุดการพบปะประชาชนแล้ว คณะได้เดินทางเข้ากราบขอพรพระเจ้าใหญ่ผือบัง สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของคนบ้านไผ่ ที่วัดบูรณะสิทธิ์ บ.หนองร้านหญ้า ต.หัวหนอง อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น

y_3414
ที่วัดบูรณะสิทธิ์ได้มีชาวบ้านไผ่กว่า 200 คน ร่วมให้การต้อนรับและต่างพากันสังเกตถึงรถยนต์ที่อดีตนายกรัฐมนตรีนั่งมา ชาวบ้านต่างพากันไปดูรถตู้โฟล์กสีน้ำเงินทะเบียน นบ-1 กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นรถที่อดีตนายกรัฐมนตรีนั่งมาก่อนที่พากันผูกผ้าขาวม้า มอบดอกกุหลาบและร่วมถ่ายภาพท่ามกลางบรรยากาศที่เป็นกันเอง ก่อนที่อดีตนายกรัฐมนตรีกับอดีตรัฐมนตรีและ ส.ส.ของพรรคเพื่อไทยในภาคอีสานจะเข้ากราบนมัสการพระเจ้าใหญ่ผือบัง ภายในพระอุโบสถ วัดบูรณะสิทธิ์ โดยมีพระครูปทุมสารพิมนต์ พร้อมด้วย พระอธิการบุญธรรม กัลยาณธรรมโม เจ้าอาวาสวัดบูรณะสิทธิ์ นำประกอบพิธีทางศาสนา โดยมีพระเถระในเขต อ.บ้านไผ่ ร่วมบริกรรมคาถา ร่วมให้พรและสนทนาธรรมกับอดีตนายกรัฐมนตรี โดยใช้เวลานานกว่า 30 นาที ซึ่งหลังเสร็จสิ้นพิธีทางศาสนาแล้วนั้น คณะสงฆ์ได้มอบพระยอดธงกะไล่เงิน และพระรูปเหมือนพระเจ้าใหญ่ผือบัง เพื่อความเป็นสิริมงคลให้กับอดีตนายกรัฐมนตรีด้วย

จากนั้นอดีตนายกรัฐมนตรีพร้อมคณะได้เดินทางต่อไปร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับชาวชุมชนที่ร้านบะหมี่กวงตัง และเดินทางไปร่วมทำบุญเนื่องในเทศกาลปีใหม่ 2559 ตามที่อดีตส.ส.ของพรรคเพื่อไทยได้กำหนดตารางไว้ ตลอดทั้งวันในวันนี้ ประกอบด้วยที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น ที่ บ.โคกสี ต.โคกสี อ.เมืองขอนแกน และการเป็นประธานในการประกอบพิธีตัดลูกนิมิตและสมโภชศาลาการเปรียญที่วัดโพธิ์ชัย ต.กระนวน อ.ซำสูง จ.ขอนแก่น ซึ่งถือเป็นการเสร็จสิ้นการเดินสายทำบุญที่ จ.ขอนแก่น
y_3415
นายธนิก มาสีพิทักษ์ อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทยและแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. กล่าวว่า การลงพื้นที่เพื่อพบปะประชาชนและร่วมทำบุญเพื่อเสริมสิริมงคลเนื่องในช่วงเทศกาลปีใหม่ร่วมกับอดีต ส.ส.และสมาชิกพรรคเพื่อไทยและชุมชนนั้น เป็นธรรมเนียมปฏิบัติของคนไทยในการทำบุญรับขวัญปีใหม่ ซึ่งไม่มีนัยยะหรือสิ่งอื่นสิ่งใดที่บ่งบอกหรือบอกเหตุว่าเกี่ยวข้องหรือยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ซึ่งตลอดทั้งเส้นทางของการเดินทางทำบุญของอดีตนายกรัฐมนตรีร่วมกับครอบครัวและอดีต ส.ส.ในหลายจังหวัดที่ผ่านมาก็ไม่ประสบปัญหาอะไร แต่เมื่อเข้าถึงเขตขอนแก่นถูกกำลังทหารและตำรวจเฝ้าจับตาและจำกัดกรอบในการทำบุญทั้งหมด ไม่เว้นแม้กระทั้งการส่งเจ้าหน้าที่ไปประจำในพระอุโบสถซึ่งไม่นับรวมการยึดป้ายข้อความและปฏิทินปีใหม่ที่อดีตนายกรัฐมนตรีนำมามอบให้กับประชาชนที่เดินทางไปพบหรือพบเห็นตามสถานที่ต่างๆ ซึ่งโดยส่วนตัวมองว่าเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุและบ้าอำนาจจนเกินไป ควรที่จะแยกแยะก่อนและหลังว่าอะไรคือสิ่งที่ถูกต้องอะไรคือธรรมเนียมปฏิบัติ

 

source :-  http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1451894419

 

 

ทนาย “ยิ่งลักษณ์” จี้อดีตอสส.ตอบ 3 คำถาม ดีกว่ามาอ้างทำเพื่อแทนคุณแผ่นดิน

เมื่อวันที่ 1 ต.ค. นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความส่วนตัวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตามที่นายตระกูล วินิจนัยภาค อดีตอัยการสูงสุด ได้โพสต์ข้อความและภาพที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์เดินทางไปฟ้องคดีที่ศาลอาญาว่า “คุณพ่อผมสอนไว้ว่ารับราชการต้องอดทน อดกลั้น ทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เพื่อแทนคุณแผ่นดิน คดีจำนำข้าว ผมต้องทำตามหน้าที่…ครับ” นั้น การทำหน้าที่ให้ดีที่สุดเพื่อทดแทนคุณแผ่นดิน มีข้อแตกต่างจากการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะพนักงานอัยการ ตามพ.ร.บ.องค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ.2553 มาตรา 22 ที่พนักงานอัยการมีอิสระในการพิจารณาสั่งคดี และการปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และตามกฎหมาย โดยสุจริตและเที่ยงธรรม

นายนรวิชญ์ กล่าวว่า ดังนั้นคำว่าเพื่อทดแทนคุณแผ่นดินจะถือว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะพนักงานอัยการตาม มาตรา 22 นี้หรือไม่ การที่ท่านอดีตอัยการสูงสุดออกมาพูดแต่เพียงว่า เพื่อทดแทนคุณแผ่นดินยังไม่ถือว่าท่านได้ตอบคำถาม ใน 3 ข้อ ตามที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้ฟ้องต่อท่าน ในฐานะอัยการสูงสุดในขณะนั้นควรจะตอบคำถาม 3 ข้อต่อไปนี้ มากกว่าจะอ้างเรื่องทำเพื่อทดแทนคุณแผ่นดินคือ 1.เมื่อรับรายงาน พร้อมเอกสารจากคณะกรรมการป.ป.ช.มาแล้วและมีคำสั่งว่าคดีนี้ มีข้อไม่สมบูรณ์เพียงพอที่จะฟ้องคดีได้จำเป็นต้องไต่สวนเพิ่มเติม แต่ไม่ไต่สวนให้เสร็จสิ้น กลับมีคำสั่งฟ้องคดีก่อน สนช.จะมีมติถอดถอนเพียง 1 ชั่วโมงนั้น เพราะอะไร
นายนรวิชญ์ กล่าวต่อว่า 2.คณะกรรมการป.ป.ช.แจ้งข้อหาแก่ น.ส.ยิ่งลักษณ์เพียงละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ แต่ทำไมไปฟ้องเกินกว่าบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาของป.ป.ช. และ 3.การนำเอกสารนอกคดีจำนวน 67,800 แผ่น เข้าสู่สำนวนคดีในชั้นศาล ทั้งที่เอกสารดังกล่าวคณะกรรมการป.ป.ช.ไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหา และไม่ได้ไต่สวนในคดีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์  เพราะอะไร

source :- http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=1443674115

 

ทางเลือก ‘ยิ่งลักษณ์’ ลี้ภัย-ต่อสู้คดี ?

zzz_2389

ทางเลือก ‘ยิ่งลักษณ์’ ลี้ภัย-ต่อสู้คดี ?

แม้ว่า..จะเป็นเพียงแค่ “ข่าวลือ” เท่านั้น กับกรณี “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ขอลี้ภัยไปสหรัฐอเมริกา…แต่ก็เรียกความสนใจแก่ผู้คนได้มากทีเดียว
ส่วนความจริงเป็นอย่างไรไม่มีใครรู้ นอกจากตัว “ยิ่งลักษณ์” เองและคนใกล้ชิดว่า กำลังคิดอะไรอยู่
คำถามคือว่า มีเหตุอะไรหรือที่ทำให้ “ยิ่งลักษณ์” ต้องขอลี้ภัย
เท่าที่มองตอนนี้ ก็เห็นแต่มีเรื่องที่ “ยิ่งลักษณ์” ถูกดำเนินคดีอาญาเกี่ยวกับโครงการรับจำนำข้าว ที่อัยการสูงสุดเตรียมยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในวันที่ 19 กุมภาพันธ์นี้
เพราะว่า หาก “ยิ่งลักษณ์” ไม่ต้องการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ก็อาจเป็นไปได้ที่จะขอ “ลี้ภัย” ไปอยู่ในต่างประเทศ
อย่างน้อย “ภาพลักษณ์” ก็ยังดีกว่าถูกตีตราว่าเป็น “คนหนีคดี”
ดังนั้นเมื่อพิจารณาดูเงื่อนไขในการ “ลี้ภัย” ว่ามีอะไรบ้าง
“ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน” บัญญัติไว้ใน ข้อ 14 (1) ว่า ทุกคนมีสิทธิที่จะแสวงหาและที่จะได้อาศัยพำนักในประเทศอื่นเพื่อลี้ภัยจากการประหัตประหาร (2) สิทธินี้จะยกขึ้นกล่าวอ้างกับกรณีที่การดำเนินคดีที่เกิดขึ้นโดยแท้จากความผิดที่มิใช่ทางการเมืองหรือจากการกระทำอันขัดต่อวัตถุประสงค์และหลักการของสหประชาชาติไม่ได้
และยังมี “อนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย พ.ศ.2494” กำหนดเกี่ยวกับคุณสมบัติ “ผู้ลี้ภัย” ไว้ว่า 1.อยู่นอกประเทศที่ตนมีสัญชาติ 2.กลัวว่าอาจจะถูก “ประหัตประหาร” เนื่องจากสาเหตุข้อหนึ่งข้อใด เช่น เชื้อชาติ สัญชาติ ศาสนา สมาชิกภาพในกลุ่มทางสังคม สมาชิกภาพในกลุ่มความคิดทางการเมือง และ 3.ไม่สามารถหรือไม่สมัครใจที่จะได้รับความคุ้มครองจากประเทศที่ตนมีสัญชาติ
สรุปคือ การที่บุคคลใดจะขอ “ลี้ภัย” ได้ บุคคลนั้นจะต้องได้รับ “ภัยจากทางการเมือง” และกลัวว่าอาจจะถูก “ประหัตประหาร” หากยังอยู่ในประเทศของตนเองต่อไป
คำว่า “ประหัตประหาร” สามารถแปลได้หลายความหมาย ได้แก่ ประหาร เอาถึงเป็นถึงตาย พิฆาต เข่นฆ่า สังหาร กำจัด สำเร็จโทษ
คำถามต่อมาคือ การที่ “ยิ่งลักษณ์” ถูกดำเนินคดีอาญาข้อหาปฏิบัติหน้าที่มิชอบในโครงการรับจำนำข้าว เข้าเงื่อนไขว่าเป็น “ภัยการเมือง” หรือไม่
หากมองตามเนื้อผ้า ก็ต้องบอกว่า ไม่เกี่ยวกับเรื่องการเมือง เพราะเป็นเรื่องของ “คดีความ” ตามขั้นตอนปกติของกระบวนการยุติธรรม
แต่ก็อาจมีการมองต่างออกไปว่า เป็นเรื่อง “การเมือง” ได้ โดยพยายามโยงว่า เหตุที่ถูกดำเนินคดี เพราะถูก “การเมือง” กลั่นแกล้ง มี “การเมือง” บงการอยู่เบื้องหลัง และแม้ว่าจะ “ตีขลุม” เอาว่า เป็นเรื่อง “การเมือง” ทำให้ถูกดำเนินคดีก็ยังไม่เพียงพอ เพราะยังต้องเข้าเงื่อนไขอีกข้อหนึ่งด้วยว่า อาจจะถูก “ประหัตประหาร” ด้วยจึงจะขอ “ลี้ภัย” ได้
แล้ว…”ยิ่งลักษณ์” ตอนนี้มีใครจ้อง “ประหัตประหาร” หรือไม่ ?
คราวนี้ลองสมมุติกันว่า ถ้า “ยิ่งลักษณ์” ขอ “ลี้ภัย” หรือ “หนีคดี” น่าจะเกิดขึ้นในช่วงไหน
ก่อนอื่นต้องเข้าใจวิธีพิจารณาคดีของ “ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง” เสียก่อน กล่าวคือ วันที่อัยการยื่นฟ้องคดีต่อศาลฎีกาฯ ไม่ต้องได้ตัวจำเลยมาส่งศาลก็ได้ เพราะข้อกำหนดของศาลระบุว่า หากไม่ได้ตัวจำเลยมาก็ให้อัยการยื่นคำฟ้องพร้อมระบุที่อยู่จริงของจำเลยก็ได้
นั่นหมายความว่า ในวันที่ 19 กุมภาพันธ์นี้ ซึ่งเป็นวันกำหนดที่อัยการยื่นฟ้อง “ยิ่งลักษณ์” ต่อศาลฎีกาฯ “ยิ่งลักษณ์” ไม่ต้องมารายงานตัวต่อศาลก็ได้
ขั้นตอนต่อมา หลังจากมีการยื่นฟ้องแล้ว ภายใน 14 วันนับแต่วันยื่นฟ้อง ประธานศาลฎีกาฯ จะเรียกประชุมใหญ่เพื่อเลือกผู้พิพากษาในศาลฎีกาฯ เป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดี จากนั้นองค์คณะก็จะดูว่า คำฟ้องมีมูลที่จะรับไว้พิจารณาได้หรือไม่ หากเห็นว่ามีมูลก็จะรับฟ้อง และกำหนดวันพิจารณาคดีครั้งแรก พร้อมส่งหมายนัดวันพิจารณาคดีครั้งแรกไปให้จำเลยทราบ โดยส่งหมายไปตามที่อยู่ของจำเลยที่ระบุไว้ในคำฟ้องตอนที่ยื่นฟ้อง ซึ่งในวันพิจารณาคดีครั้งแรกนี่เอง ที่จำเลยจะต้องมารายงานตัวต่อศาลเป็นครั้งแรก
แต่หากจำเลยไม่มาในวันนัดพิจารณาครั้งแรก ศาลก็จะออกหมายจับและสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราวไว้ก่อน คดีก็จะหยุดเดิน จนกว่าจะได้ตัวจำเลยมาส่งศาลตามหมายจับ
นั่นหมายความว่า ตราบใดที่ยังไม่ได้ตัวจำเลยมาขึ้นศาล คดีก็จะหยุดอยู่อย่างนั้น เดินต่อไม่ได้
ดังนั้นเมื่อพิจารณาตามนี้ จะเห็นได้ว่า หาก “ยิ่งลักษณ์” ต้องการ “ลี้ภัย” หรือ “หนีคดี” ก็ไม่จำเป็นต้องเลือกช่วงนี้ที่กำลังจะมีการยื่นฟ้องคดี เพราะไม่จำเป็นต้องไปขึ้นศาลอยู่แล้ว แต่ช่วงที่น่าจับตามองมากกว่า คือ เมื่อศาลรับฟ้องและนัดหมายพิจารณาคดีครั้งแรก ซึ่งกว่าจะถึงวันพิจารณาคดีครั้งแรกยังอีกนาน คือ อีกประมาณ 1 เดือนนับจากวันฟ้อง เพราะถึงคราวที่จะต้องมารายงานตัวต่อศาลเพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม บ่ายเบี่ยงต่อไปไม่ได้แล้ว
แต่ถ้า “ยิ่งลักษณ์” ไม่มาศาลในวันพิจารณาคดีครั้งแรก ก็จะเป็นประโยชน์ต่อฝ่ายผู้ถูกฟ้อง เพราะศาลต้องสั่งจำหน่ายคดีและคดีจะต้องสะดุดหยุดลง เดินต่อไปไม่ได้ และจะต้องหยุดไปเรื่อยๆตราบใดที่ยังไม่ได้ตัวมา หรืออาจจะเลือกมาขึ้นศาลในสักระยะถัดไป แล้วค่อย “ลี้ภัย” ตอนที่ใกล้พิพากษาคดีก็ได้
สำหรับที่ผ่านมา มีคนไทยคนไหนบ้างที่เคยขอ “ลี้ภัยการเมือง” ไปอยู่ต่างประเทศ
เท่าที่รวบรวมได้ มี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง สมัยเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ในรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ซึ่งภายหลังเกิดการรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ทาง ร.ต.อ.เฉลิม ได้ขอลี้ภัยการเมืองไปต่างประเทศ โดยเดินทางไปพำนักอยู่ที่ประเทศสวีเดน และประเทศเดนมาร์ก
รายต่อมาคือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่หลบหนีคดีที่ดินรัชดาฯ ไปก่อนที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะมีคำพิพากษาให้จำคุก 2 ปี โดยมีข่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ขอลี้ภัยในสหราชอาณาจักร แต่ถูกปฏิเสธ
กรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณ หากข่าวการขอลี้ภัยและถูกปฏิเสธจากสหราชอาณาจักรเป็นเรื่องจริง ก็อาจวิเคราะห์ได้ว่า มาจากการที่หนีคดีตามกระบวนการยุติธรรมปกติไป อีกทั้งตอนนั้น “พรรคพลังประชาชน” ซึ่งเป็นฝ่ายเดียวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นรัฐบาลอยู่ จึงไม่น่าจะมี “ภัยการเมือง” ต่อตัวเขา ซึ่งจะต่างกับ “ยิ่งลักษณ์” หากขอ “ลี้ภัย” เพราะอาจอ้างได้ว่าบ้านเมืองยังอยู่ในภาวะที่ไม่ปกติ เพราะเพิ่งผ่านการรัฐประหารและรัฐบาลตนเป็นผู้ถูกรัฐประหาร จึงมี “ภัยทางการเมือง”
อีกราย คือ “จรัล ดิษฐาอภิชัย” อดีตแกนนำ นปช. ที่ลี้ภัยการเมืองถึง 2 ครั้ง ครั้งแรกเดือนพฤษภาคม 2553 หลังจากทางการสั่งสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดง และครั้งที่สอง หลังการรัฐประหาร “รัฐบาลยิ่งลักษณ์” เมื่อพฤษภาคม 2557 โดยได้รับสถานะเป็นผู้ลี้ภัยทางการเมืองจากรัฐบาลฝรั่งเศส
และนายเอกภพ เหลือรา หรือ “ตั้ง อาชีวะ” ผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับในคดีหมิ่นสถาบันตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่ได้ยื่นเรื่องขอลี้ภัยต่อรัฐบาลกัมพูชา หลังจากได้หลบหนีการจับกุมจากทางการไทยเข้าไปหลบซ่อนอยู่ในประเทศกัมพูชาเป็นเวลาหลายเดือน ต่อมานายเอกภพได้เดินทางเข้าไปพำนักอยู่ในประเทศนิวซีแลนด์ในฐานะผู้ลี้ภัย (Refugee) ตั้งแต่ปีที่แล้ว เนื่องจากทางสำนักงานใหญ่เพื่อผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาติ (ยูเอ็นเอชซีอาร์) สำนักงานกัมพูชา ในกรุงพนมเปญ ได้เป็นหน่วยงานที่ให้สถานะผู้ลี้ภัยแก่นายเอกภพ
อย่างไรก็ตาม ต้องบอกว่า เรื่องขอ “ลี้ภัย” หรือหนีคดีของ “อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์” ในเวลานี้ ยังเป็นเรื่องที่ “มโน” กันขึ้นมา จะเป็นจริงหรือไม่ยังไม่มีใครรู้
แต่การเลือกสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรมน่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดของคนระดับอดีตนายกรัฐมนตรีที่ควรกระทำ !
– See more at: http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/634877#sthash.IoeJrkbg.dpuf

ทนายความของอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ยืนยันไม่มีการขอลี้ภัยทางการเมืองในสหรัฐฯ

ทนายความของอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ยืนยันไม่มีการขอลี้ภัยทางการเมืองในสหรัฐฯ

นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความของอดีตนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร บอกบีบีซีไทยว่า น.ส. ยิ่งลักษณ์ไม่ได้เช่าเครื่องบินเหมาลำและไม่ได้เตรียมการเพื่อขอลี้ภัยทาง การเมืองในสหรัฐฯ ตามที่เป็นข่าวดังที่นายถาวร เสนเนียม อดีต ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก

เมื่อวาน (13 ก.พ.) นายถาวรโพสต์ข้อความระบุว่าการที่น.ส. ยิ่งลักษณ์ขออนุญาตคณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือ ค.ส.ช. เดินทางไปฮ่องกง ก็เพื่อเดินทางต่อไปยังสหรัฐฯ เพื่อขอลี้ภัยทางการเมือง และได้มีการเช่าเครื่องบินเหมาลำไว้ 2 ลำ ที่จังหวัดเชียงใหม่และกรุงเทพฯ หากค.ส.ช. อนุญาตให้เดินทางออกนอกประเทศตามคำขอ น.ส.ยิ่งลักษณ์ก็สามารถเดินทางออกนอกประเทศได้ทันที

นายนรวิชญ์ ชี้ว่าการโพสต์ข้อความของนายถาวรเป็นการสร้างกระแสเพื่อให้เห็นภาพว่า น.ส. ยิ่งลักษณ์มีความผิดแล้วคิดจะหนี นายนรวิชญ์บอกบีบีซีไทยว่า น.ส. ไม่เคยคิดจะหนีและพร้อมจะสู้คดีที่เกี่ยวข้องกับโครงการรับจำนำข้าว

ส่วนกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติหรือป.ป.ช. เตรียมยื่นให้กระทรวงการคลังเรียกค่าเสียหายและฟ้องร้องทางแพ่ง น.ส. ยิ่งลักษณ์ ในโครงการจำนำข้าว โดยจะมีการยื่นในวันที่ 17 ก.พ. นั้น นายนรวิชญ์บอกว่าหาก ป.ป.ช. ไปยื่นจริง ทางทีมทนายก็จะไปยื่นคัดค้านด้วยเช่นกัน เพราะขณะนี้ในคดีอาญา ที่มีการกล่าวหาว่าน.ส. ยิ่งลักษณ์ปล่อยปละละเลย ไม่ระงับยับยั้งความเสียหายในโครงการจำนำข้าวนั้น จนถึงขณะนี้ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่ามีความผิด ดังนั้นควรเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาได้พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตน

 

 

“ยิ่งลักษณ์”จะเป็นนายกฯคนแรกที่ถูกถอดถอนโดยฝ่ายนิติบัญญัติ หรือไม่ 23 ม.ค.นี้ รู้กัน …

zz_1404x1174

ประเด็นร้อนฉ่าในบ้านเมือง ที่ผู้คนกำลังจับตามองอยู่ในตอนนี้ก็คือ  การลงมติของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ผู้ตัดสินอนาคตของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กับการลงมติชี้มูลความผิดกรณีไม่ยับยั้งความเสียหายโครงการรับจำนำข้าว ที่จะลงมติในวันศุกร์ที่ 23 มกราคมนี้ หลังจากที่เชือดนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ไปแล้วเมื่อวานนี้ (20 มกราคม 2558)

หากมติออกมาว่าถอดถอน ผลก็คือ นางสาวยิ่งลักษณ์จะต้องถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ พ.ศ.2542 มาตรา 65 วรรคสอง และมีสิทธิถูกฟ้องทั้งทางอาญา และฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายในทางแพ่ง  

ขณะที่ ป.ป.ช.ได้ตั้งคณะทำงานทำสำนวนคดีเตรียมส่งฟ้องศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยโทษสูงสุดอาจถึงขั้นตัดสินจำคุกตามรอยพี่ชาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

สำหรับผู้กุมชะตากรรมของยิ่งลักษณ์ก็คือ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จำนวน 220 คน ที่จะเป็นผู้ลงคะแนนเห็นด้วยให้ได้ 3 ใน 5 หรือ 132 เสียงขึ้นไป จึงจะมีผลในการถอดถอน

ขณะที่ฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทยมีข้อโต้แย้งว่า สนช.ไม่มีสิทธิในการลงมติถอดถอน ด้วยเหตุผล 3 ประการ คือ 1.รัฐธรรมนูญ ปี 50 ยกเลิกไปแล้ว และรัฐธรรมนูญชั่วคราวฉบับปัจจุบันไม่ได้ให้อำนาจในการถอดถอน 2.การให้อำนาจ สนช. ที่มาจากการแต่งตั้งถอดถอนคนที่มาจากการเลือกตั้ง เป็นเรื่องไม่ชอบธรรม 3.กรณีนี้ไม่ใช่เรื่องทุจริต สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) รับว่าไม่ใช่เรื่องทุจริต  อีกทั้งฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทยยังขู่ว่าจะฟ้องกลับสมาชิก สนช.ทุกคนที่ลงคะแนนเสียงถอดถอนยิ่งลักษณ์ทั้งแพ่งและอาญา

ดังที่รู้กันว่าตอนนี้อำนาจอยู่ในมือ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) บทสรุปของเรื่องนี้ต้องมารอดูกันว่าคนใน สนช.  ที่ได้มาจากการสรรหาของ คสช. จะลงมติกันอย่างไร

หากกระบวนการถอดถอน “ยิ่งลักษณ์” ทำได้สำเร็จใจคราวนี้ ยิ่งลักษณ์จะกลายเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกในประวัติศาสตร์ที่เข้าสู่กระบวนการถอดถอนโดยฝ่ายนิติบัญญัติในยุค คสช. แต่ในยามบ้านเมืองเป็นปกติ การถอดถอนนักการเมืองไม่เคยทำสำเร็จ แม้แต่รายเดียว

หนึ่งในเหตุการณ์ที่ประวัติศาสตร์ต้องจารึก
มีลุ้นหรือไม่ ต้องติดตาม

 


 

(ประชาชาติธุรกิจออนไลน์)

source :- http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1421859934