รอบนี้ ความฉิบหายจริงแน่นอน กำลังจะมาถึง

 

อ่านเรื่องนี้ ไว้เตรียมตัวกันให้ดี….
รอบนี้ ความฉิบหายจริงแน่นอน กำลังจะมาถึงแล้วครับ…..

จาก เพจ.ธีระวัฒน์ บุญอยู่

ฝากให้คิด..จากห้องไลน์กลุ่ม เศรษฐศาสตร์การเมืองและการบริหาร.มร

มีคนวิเคราะห์และส่งมาให้ คิดว่ามีประโยชน์ ครับ

คือ ตอนนี้ – – บาทอ่อนลงไปเรื่อยๆ และคาดว่าน่าจะอ่อนลงอีก เพราะต่างชาติประเมินว่าประเทศไทยไม่น่าลงทุนแล้ว ประกอบกับ FED ขึ้นดอกเบี้ย และเศรษฐกิจอเมริกาทำท่าจะฟื้น ก็เลยเลิกซื้อ “เงินบาท” แลกกลับเป็น “ดอลลาร์” แล้วขนกลับไป US (หรือจะเอาไปที่ไหน ก็ช่างเขาเหอะครับ รู้แค่ว่าเขาโบกมือบ๊ายบายไทยแลนด์ไปแล้ว ก็แล้วกันครับ)

ด้วยเงินบาทอ่อนลงอย่างนี้ ถ้า Q3 ส่งออกไทยยังคงลดลง หดตัว งานนี้ก็เตรียมทำกงเต๊กได้เลยครับ เพราะประเทศไทยมีสัดส่วนของมูลค่าการส่งออกต่อ GDP สูงกว่า 70% เลยนะเนี่ย บางคนบอกว่า เฮ้ย! ต้องดู Net export สิ! จะพบว่า Export – Import นี่อยู่ประมาณ ไม่เกิน 7% แต่อย่าลืมนะครับว่า ถ้า Export หด Import ก็หดตาม การซื้อวัตถุดิบต่างๆ มาผลิต ก็หดตัวตาม การ Import สินค้ามาบริโภคภายในประเทศก็หดตัวตาม เฮ้ย! อย่างนี้เงินก็ฝืด

เศรษฐกิจก็หยุดชะงักล่ะสิ! นั่นล่ะครับ สิ่งที่เรากำลังประสบอยู่ – – คือ ทุกอย่างมันฝืด ขายของก็ไม่ได้ จะลงทุนทำอะไรก็ไม่กล้า จะซื้ออะไร ก็เอาไว้ก่อน – – ตายครับ!

ผมคิดว่า สำหรับคนที่ประกอบธุรกิจ โดยเฉพาะคนที่ทำธุรกิจส่งออก ควรระมัดระวังมากๆ ครับ ถามต่อว่า “เอ็งจะให้ข้าระมัดระวังอะไร” ก็ตามนี้เลยครับ

1) การสต๊อกสินค้า ระวัง Dead stock ให้ดีๆ ครับ พลาดนี่กระอักเลยนะครับ

2) หนี้สงสัยจะสูญ

3) Overhead ที่ไม่จำเป็น เช่น ค่าเช่าต่างๆ เราพอจะลดพื้นที่เช่าอะไรได้ไหม ลดการเช่าลงได้ไหม จัดงานใหม่ แล้วลด Overhead และ fixed cost ลงให้ได้ คือ ถ้าเจ๋งจริงๆ ยอดขายลดลง 20% ก็ต้องลด Overhead ลงให้ได้ 20% ไม่ได้ก็ต้องได้ครับ เรื่องนี้ผมไม่ประนีประนอม ต้องลดพื้นที่เช่าที่ไม่จำเป็นก็เอา อึดอัดหน่อยก็ทน ใช้คนน้อยหน่อยก็เอา ช่วยๆ กัน แต่อย่าลด หรือขายทอดสินทรัพย์ที่ใช้ในการสร้างรายได้ หรือลดแล้วกระทบกับ Experience ที่ดีของลูกค้านะครับ

คือ เตรียมทำใจที่จะมียอดขายลดลง 15% – 25% ได้เลยครับ จำลองงบการเงินได้เลยว่าจะลดต้นทุน และค่าใช้จ่ายส่วนไหน เพื่อไม่ให้บริษัทขาดทุน และพอเลี้ยงตัวเองได้ บริษัทไหนที่กำไรลดลง แต่ยังไม่ขาดทุนนี่ผมปรบมือให้แล้วนะครับ “เอ็งเจ๋งมากๆ”

4) คอยติดตามสถานการณ์ของลูกค้าครับ พยายามรักษาฐานลูกค้าไว้ อะไรที่ขายได้ ขายไปก่อน อย่าทำอะไรสุ่มเสี่ยงต่อการเสียฐานลูกค้าครับ หาลูกค้าใหม่ในช่วงนี้นี่ยากแสนเข็ญ แถมยังเสี่ยงเรื่องหนี้สูญอีก ยังไงเกาะลูกค้าเก่าไว้ก่อนครับ

5) กักสภาพคล่องไว้ก่อนครับ หาทางคุยกะธนาคารเพื่อเพิ่มวงเงินกู้ หรือ OD ไว้ก่อน ก็ไม่เสียหายอะไร (ว่าแต่แบ๊งค์จะยอมรึเปล่า นั่นอีกเรื่องนะครับ)

6) ถ้าคิดว่าไปไม่ไหว ให้ cut loss ครับ เลิกกิจการไปก่อน ถ้ากิจการใหญ่เกินไปที่จะเลิก ก็หันไปกระจายน้ำหนักไปที่กิจการอื่น หรือธุรกิจประเภทอื่น ที่พอไปไหวก่อน เก็บ Wealth ไว้รอฟ้าวันใหม่ วันที่สังคมไทยคืนสติ รักปากท้องของตัวเองมากกว่านี้ค่อยลุยใหม่

สำหรับมนุษย์เงินเดือน?

พยายามสอบถาม ดูๆ งบการเงินของบริษัทที่เราทำอยู่บ้างนะครับ ใครทำงานอยู่กับบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ก็ง่ายหน่อยครับดูทาง www.set.or.th หรือwww.settrade.com ได้เลย ถ้าบริษัทเรามีแนวโน้มขาดทุน อันนี้ให้เราทำใจวางแผนไว้ก่อนเลยนะครับว่า

– ถ้าเราถูกลดเงินเดือน 10% – 25% เราจะอยู่ได้อย่างไร มีค่าใช้จ่ายอะไรในครอบครัวบ้างที่เราลดได้ เลิกได้ มีลู่ทางในการหารายได้เสริมอะไรได้บ้าง ถ้าไม่ยอมเหนื่อย จมไม่ลง ชีวิตอับเฉาแน่ครับ

– มีสินทรัพย์อะไร ที่ไม่กระทบต่อการดำเนินชีวิต และการประกอบอาชีพมากนัก ที่เราพอจะขายเอาสภาพคล่องมาใช้จ่ายได้รึเปล่า? เช่น รถมีกลายคัน ก็ เตรียมใจว่าถ้าจำเป็นก็อาจจะขายทิ้งสักคัน

– เตรียมคิดครับ เวลาเจอจะได้ไม่งง เช่น ย้ายโรงเรียนลูกได้ไหม ไปเรียนที่ถูกลง ประกันชีวิตบางตัวที่ส่งไม่ไหว เวนคืนได้ไหม เลิกทำได้ไหม จะได้แบกภาระลดลง

ในกรณีที่ถูกเลิกจ้าง ถูก Lay off ต้องคิดเลยนะครับ ว่าจะอยู่อย่างไร เตรียมใจที่ตะตกงานนานถึง 6 เดือน หรือนานกว่านั้นได้เลยนะเพื่อน คนต่างจังหวัดเขาก็อาจจะกลับบ้าน ไปอยู่ชนบทลดค่าครองชีพ ส่วนคนกรุงเทพฯ ก็หาทางรอดได้น้อยหน่อย ที่สำคัญต้องทำใจว่างานใหม่อาจมีรายได้น้อยกว่าเดิมถึง 30% ถ้ารับไม่ได้ ก็หางานไม่ได้หรอกนะ ก็ต้องจุมปุ๊กตกงานต่อ ยิ่งตกงานนานก็ยิ่งเครียด

ถ้าตกงาน คิดง่ายๆ เลยนะครับ เป็นผมแนะนำให้ แจ้งเจ้าหนี้ที่ไม่มีสินทรัพย์ค้ำประกัน ที่มันเกินกำลัง เช่น บัตรเครดิต หรือ Personal loan ก่อนเลยว่า เราตกงาน ไม่มีทางชำระหนี้ได้ แล้วไม่ต้องดิ้นรน ยืมคนนั้นคนนี้ไปจ่ายเลยครับ เพราะงานนี้ยาว! รอดได้ก็เดือน สองเดือน ระยะยาวยังมองไม่เห็นทางออกถ้าเขาจะทวงกนี้ก็เป็นสิทธิของเขา ถ้าอยากฟ้องก็ฟ้อง เราก็แค่ไปประนีประนอมที่ศาล หนี้บ้านอันนี้ถ้ากัดฟันเอาเงินเก็บผ่อนต่อได้ ก็ผ่อนต่อไปก่อนครับ พลาดพลั้งขึ้นมาถูกยึดบ้านนี่ไม่คุ้ม รถยนต์ถ้าไม่จำเป็น (ไม่ได้เอาไปขนของค้าขาย และไม่ค่อยได้ใช้เดินทางไปไหน) ถ้าขายแล้วจบปลดหนี้ มีเงินเหลือ ก็ขายทิ้งไปเหอะครับ

ต้องเตรียมตัวไว้นะครับ มันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ผมเปรียบว่ามันเป็นสึนามิเลยก็แล้วกัน ตอนนี้ผมอยู่ที่ชายหาด เห็นน้ำลดลงไปแปลกๆ เลยขอเตือนอีกครั้งหนึ่ง งานนี้ Body who body it ตัวใครตัวมันครับ